แปดโมงเช้า รถไฟก็มาหยุดที่สถานีนครปฐม ไกด์นำเที่ยวเดินมาบอกทุกคนในโบกี้ว่า เรามีเวลาอยู่ที่นี่กัน 45 นาที ขอเชิญแวะลงนมัสการพระปฐมเจดีย์กันได้ตามอัธยาศัย... ผมไม่รอช้าครับ ชวนฟ้าไปไหว้พระกัน
ระหว่างทางเดินไปพระปฐมเจดีย์นี่ถือว่าไกลพอสมควรเลยนะครับ จากสถานีรถไฟ ดีที่ตอนนี้มันยังเช้าแดดยังไม่ร้อน เลยเดินกันเรื่อยๆ แวะดูนู่นนี่ในตลาดและหาซื้อขนมกินกัน ไม่นานนัก เราก็มาถึงตีนบันไดของพระปฐมเจดีย์กันจนได้ แต่วันนี้คนเยอะจัง สงสัยจะไม่ได้ขึ้นไปไหว้แล้ว... เดี๋ยวจะไม่ทันขึ้นรถไฟ ดังนั้นเราจึงใช้บริการรถจักรยานสามล้อที่มีคุณลุงแก่ๆ เป็นสารถี พาเราสองคนนั่งเบียดเสียดกันบนที่นั่งสีแดงเล็กๆ กลับไปยังชานชาลา ซึ่งผมเห็นแกปั่นแล้วเหนื่อยแทนครับ บางจังหวะมียืนโยกด้วย สงสัยจะหนักคนข้างๆ ผม - -
ขบวนรถไฟแสนโรแมนติคของผม เดินทางมุ่งหน้าไปยังสถานีกาญจนบุรี
แดดยามสายเริ่มสาดแสงแรงขึ้น แรงจนเริ่มรู้สึกว่า
กรูร้อน...
นี่มันเดือนกุมภาแล้วนะว้อย... แกจะให้อากาศมันเย็นเหมือนเดือนมกราได้ไง!!! ผมก็ได้แต่คิดในใจ กังวลไปว่าหากฟ้าบ่นว่าร้อน ผมจะทำอย่างไรดี
จำนวนคนในโบกี้ของเราเริ่มบางตาลง คงเนื่องมาจาก มีนักเดินทางบางส่วนตีตั๋วมาแค่นครปฐม และก็ไม่ได้มาเที่ยวแบบเราๆ ผมลองเดินไปเซอร์เวย์ดูที่โบกี้สำหรับผู้โดยสารที่ตีตั๋วปรับอากาศแล้ว ก็คิดว่า หากคนน้อยเราก็น่าจะย้ายก้นมาหลบร้อนในนี้กัน แต่ก็คนเยอะเต็มทุกที่นั่ง สงสัยว่าไอ้ที่ว่าคนดูบางตานั้น มันคงจะมากระจุกกันอยู่ในนี้อย่างแน่นอน
วิวสองข้างทางเปลี่ยนไป เราเริ่มออกมาไกลจากตัวเมืองนครปฐมแล้ว และรถไฟก็เริ่มทำความเร็วสูงขึ้น หน้าต่างที่เปิดกว้างนั้นก็รับเอาเศษละอองเถ้าถ่านจากการเผาหญ้าวัชพืชของชาวไร่ชาวสวน เข้ามาในตัวรถเป็นระยะๆ ผมหันไปมองหน้าฟ้าที่ละอองเขม่าดำๆ ติดอยู่ แล้วก็ต้องนั่งเกร็งต่อไป เพราะเธอกำลังหลับและมีแนวโน้มว่าจะต้องเอียงคอมาซบไหล่แห้งๆ ของผมเป็นแน่
|